
สรุปประเด็นการให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่นักข่าวของสำนักข่าวออนไลน์เดอะแมทเทอร์
(THE MATTER) กรณีได้รับความเสียหายจากการสลายการชุมนุม “ราษฎรหยุด APEC 2022”
วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 นักข่าวของสำนักข่าวออนไลน์เดอะแมทเทอร์ (THE MATTER) ได้ลงพื้นที่เพื่อทำข่าวการชุมนุม “ราษฎรหยุด APEC 2022” บริเวณถนนดินสอ ตั้งแต่ช่วงเวลา 07.30 นาฬิกา ถึง 12.30 นาฬิกา ปรากฏว่า ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนกลับไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการสลายการชุมนุมอย่างเคร่งครัด โดยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง ฉีดน้ำ และอาวุธอื่น ๆ ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักข่าวกำลังบันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนกลับผลักนักข่าวล้มลงกับพื้น และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนอีกหลายคนกรูเข้ามาใช้กระบองฟาดและรุมทำร้ายนักข่าว เป็นเหตุให้นักข่าวได้รับความเสียหายแก่ร่างกายและทรัพย์สิน นอกจากนี้ การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มิได้ปฏิบัติตามหลักระเบียบขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักคู่มือการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แผนการดูแลการชุมนุมสาธารณะ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2563) ซึ่งเป็นแผนการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจากเบาไปหาหนักตามลำดับ การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าสลายการชุมนุมจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 อันเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และยังเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุมีผลเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของนักข่าว ต่อมานักข่าวได้ขอความช่วยเหลือทางคดีจากศูนย์นิติศาสตร์ ทนายความของศูนย์นิติศาสตร์จึงให้ความช่วยเหลือโดยการจัดทำคำฟ้องเพื่อยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ต่อศาลปกครองกลาง
ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำวินิจฉัยว่า “…คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 นั้น ต้องเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร เมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีขณะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนในนาม “ราษฎรหยุด APEC 2022” เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 บริเวณถนนดินสอ ซึ่งการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางกายภาพมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายปกครองหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ประกอบกับมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 กำหนดให้เจ้าพนักงานผู้ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ผู้ควบคุมสถานการณ์ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมสถานการณ์ หรือผู้ซึ่งปฏิบัติตามคำสั่งของบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะเป็นการดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 197 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกอบมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาได้”
ทนายความของศูนย์นิติศาสตร์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใต้คำแนะนำของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กริช ภูญียามา โดยอุทธรณ์ว่า
- เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ นอกจากมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว ยังเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจทางปกครองด้วย การชุมนุมของกลุ่ม “ราษฎรหยุด APEC 2022” เป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะได้มีการแจ้งและขอใช้สถานที่ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับแจ้งได้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว จึงถือเป็นการอนุญาตให้ชุมนุมได้ ดังนั้น การที่ตำรวจควบคุมฝูงชนปฏิบัติหน้าที่สลายการชุมนุม จึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง มิใช่การใช้อำนาจในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาหรือกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ การสลายการชุมนุมครั้งนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น อำนาจจับ ค้น ยึด หรืออายัดตามมาตรา 24 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นไปเพื่อดำเนินคดีอาญา แต่เป็นการดำเนินการตามมาตรา 24 (3) ประกอบมาตรา 21 เพื่อยุติการชุมนุมตามแผนหรือแนวทางที่กำหนด จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ทางปกครอง มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อีกทั้งกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็มิได้กำหนดขั้นตอนการสลายการชุมนุมไว้โดยตรง ดังนั้น หากมีการกระทำละเมิดเกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุม ย่อมเป็นละเมิดจากการกระทำทางปกครอง และอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
- การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการกระทำในทางข้อเท็จจริงในรูปแบบหนึ่ง หรือที่เรียกว่า ปฏิบัติการทางปกครอง และเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายและตามคำสั่งทางปกครอง คือ คำสั่งสลายการชุมนุมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากการสลายการชุมนุมกระทำโดยบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยบุคคลทั่วไปไม่เป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสลายการชุมนุมแต่อย่างใด ทั้งนี้ในเรื่องของการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และคู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมสาธารณะ ในการกำหนดหน้าที่ให้เจ้าพนักงานตำรวจต้องปฏิบัติตาม โดยเจ้าพนักงานตำรวจมิได้อาศัยความชำนาญของตัวเจ้าหน้าที่เอง หรือใช้วิชาความรู้เฉพาะเรื่องและเฉพาะตัวเจ้าหน้าที่เอง การสลายการชุมนุมจึงเป็นปฏิบัติการในทางปกครอง
เมื่อผู้ฟ้องคดีถูกกระทำละเมิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ควบคุมฝูงชน ซึ่งได้รับคำสั่งทางปกครองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับแจ้ง จึงเป็นการทำหน้าที่ในปฏิบัติการทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่มีอำนาจวินิจฉัยคดีการสลายการชุมนุมนี้ซึ่งได้มีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งได้ไปกระทำการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)
ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่า “การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความกับให้คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังขึ้น จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา
คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในพื้นที่ชุมนุมมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง หากถูกรัฐกระทำละเมิด สามารถใช้กลไกของศาลปกครองตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ อีกทั้ง การที่ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องไว้พิจารณาเท่ากับเปิดพื้นที่ให้ตีความว่า “การสลายการชุมนุม” อาจเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครองได้ ซึ่งมีผลต่อการฟ้องคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต และแม้เป็นการปฏิบัติการควบคุมฝูงชนของรัฐ ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและสามารถถูกตรวจสอบได้ ไม่ใช่ดุลพินิจที่ปลอดจากความรับผิด



