สรุปสาระสำคัญจากงานงานเปิดตัวตำรา “กฎหมายลักษณะครอบครัว” ผู้เขียน อาจารย์มาติกา วินิจสร ตอนที่ 1

สรุปสาระสำคัญจากงานงานเปิดตัวตำรา “กฎหมายลักษณะครอบครัว” ผู้เขียน อาจารย์มาติกา วินิจสร วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 ระหว่างเวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “100 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ของศูนย์กฎหมายแพ่ง
สรุปสาระสำคัญจากงานงานเปิดตัวตำรา “กฎหมายลักษณะครอบครัว” ผู้เขียน อาจารย์มาติกา วินิจสร วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 ระหว่างเวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “100 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ของศูนย์กฎหมายแพ่งฯ
📌วิทยากร
– อาจารย์มาติกา วินิจสร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
– ผศ.ดร.กมลวรรณ อยู่วัฒนะ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
– อาจารย์ ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
📌ผู้ดำเนินรายการ
– ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
📌ผู้สรุปสาระสำคัญและเรียบเรียง
– นายณัฐวีร์ เนียมมี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ผู้สรุปสาระสำคัญ)
– ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลางอาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ผู้เรียบเรียง)

ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ได้แนะนำตัวในฐานะผู้ดำเนินรายการ และกล่าวถึงที่มาของงานเปิดตัวตำรากฎหมายลักษณะครอบครัวนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “100 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโครงการหลากหลายงานไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย งานเสวนาวิชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเปิดตัวตำราหลาย ๆ เล่ม อาทิ ตำรานิติกรรม-สัญญา ของผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ซึ่งเป็นเนื้อหาตามบรรพ 1 และบรรพ 2 ตำราเช่าทรัพย์-เช่าซื้อ ของ รศ.ดร.เฉลิมวุฒิ ศรีพรหม ซึ่งเป็นเนื้อหาตามบรรพ 3 ตำรากฎหมายลักษณะมรดก และงานวิพากษ์ตำรามรดกของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเป็นเนื้อหาของบรรพ 6 ส่วนงานของวันนี้เป็นเล่มแรกของบรรพ 5 ที่มีการจัดงานเปิดตัวตำรา หลังจากนั้น ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ได้เชิญ รศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายแพ่งกล่าวเปิดงานในวันนี้

รศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายแพ่งได้กล่าวขอบคุณ ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง และกล่าวยินดีกับอาจารย์มาติกา วินิจสร ที่ได้แต่งตำราซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่จะได้ใช้ศึกษา สุดท้ายท่านได้กล่าวขอบคุณวิทยากรที่มาร่วมงานทุกท่าน ได้แก่ ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายครอบครัวบรรพ 5 ผศ.ดร.กมลวรรณ อยู่วัฒนะ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และอาจารย์ ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน ผู้ที่เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญและมีความสนใจกฎหมายครอบครัว-มรดกและได้มีส่วนเป็นอนุกรรมการปรับปรุงบรรพ 5 บรรพ 6 โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์มาติกา วินิจสร ผู้ที่ได้แต่งตำรากฎหมายลักษณะครอบครัว หลังจากนั้นท่านจึงได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการพร้อมกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน

ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง กล่าวแนะนำวิทยากร ได้แก่ อาจารย์มาติกา วินิจสร ผู้เขียนตำราซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และประจำศูนย์กฎหมายแพ่งผู้ซึ่งรับผิดชอบสอนวิชากฎหมายลักษณะครอบครัวและกฎหมายลักษณะมรดก รวมถึงกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษ โดยรับผิดชอบสอนกฎหมายลักษณะครอบครัวและกฎหมายลักษณะมรดก ทั้งยังเป็นผู้แต่งตำรากฎหมายลักษณะครอบครัว ผศ.ดร.กมลวรรณ อยู่วัฒนะ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และท่านสุดท้าย อาจารย์ ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำศูนย์ลำปาง แม้จะเป็นผู้ซึ่งมีความสนใจกฎหมายมหาชนเป็นหลัก แต่ก็มีความสนใจกฎหมายแพ่งโดยเฉพาะกฎหมายลักษณะครอบครัว และกฎหมายลักษณะมรดก จึงเป็นผู้สอนในวิชาดังกล่าวด้วย หลังจากนั้น ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ได้เริ่มเข้าสู่งาน โดยอธิบายเค้าโครงของงานนี้ว่าแบ่งออกเป็นสามช่วง ได้แก่ ช่วงแรกเป็นการพูดคุยกับผู้เขียน ช่วงสองเป็นการเชิญวิทยากรแลกเปลี่ยนมุมมองการสอนกฎหมายครอบครัวและมุมมองของตำราเล่มนี้ และช่วงสุดท้ายเป็นการแสดงความเห็นต่อมุมมองกฎหมายลักษณะครอบครัวในวาระ 100 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่ามีประเด็นใดที่ควรแก้ไขบ้าง

ช่วงแรก การพูดคุยกับผู้เขียนเกี่ยวกับตำรา
คำถาม (1): ความเป็นมาของการสอนกฎหมายลักษณะครอบครัวมีที่มาเป็นอย่างไร
อาจารย์มาติกา วินิจสร: ได้เริ่มเท้าความตั้งแต่ตอนเข้ามาเป็นอาจารย์ในส่วนของกฎหมายพาณิชย์และธุรกิจ ในขณะที่เข้ามาสอนในปีแรก ๆ ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ ได้ทาบทามให้มาสอนวิชามรดกและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท่านอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งก็มีความสนใจกฎหมายลักษณะครอบครัวเป็นทุนเดิม เพียงแต่ไม่อาจหาจังหวะเวลาที่ดีในการมาสอนรายวิชาดังกล่าวได้ ต่อมาอาจารย์ปทิตา ไชยปาน ซึ่งเป็นอาจารย์สอนกฎหมายลักษณะครอบครัวในขณะนั้นไม่ได้ต่อสัญญากับมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ไม่มีอาจารย์ประจำสอนคู่กับอาจารย์พิเศษ จึงเป็นโอกาสอันดีในช่วงนั้นที่ได้เข้ามาสอนกฎหมายลักษณะครอบครัวคู่กับอาจารย์ไพโรจน์
ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง: ได้ให้ข้อสังเกตถึงอาจารย์ที่มาสอนในรายวิชากฎหมายครอบครัวว่า หลาย ๆ ท่านจะเริ่มมาสนอนกฎหมายมรดกก่อน แล้วจึงมาสอนกฎหมายครอบครัวภายหลัง หรือในทางกลับกันก็จะเริ่มมาสอนกฎหมายครอบครัวก่อนแล้วจึงมาสอนกฎหมายมรดก แต่ในกรณีของอาจารย์มาติกา วินิจสร นั้นน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่มีความตั้งใจมาสอนกฎหมายครอบครัวเป็นทุนเดิม เพราะอาจารย์ช่วงหลัง ๆ มักจะไม่ได้มีความคิดจะมาสอนกฎหมายครอบครัวแต่จับพลัดจับผลูมาสอน จากนั้นท่านจึงได้เริ่มถามคำถามต่อไป

คำถาม (2): ที่มาที่ไปในการเขียนตำรากฎหมายลักษณะครอบครัวเป็นอย่างไร เนื่องจากอาจารย์มาติกา วินิจสร มีความสนใจกฎหมายในหลายวิชา และหากเปรียบเทียบกับรายวิชาอื่นอย่างกฎหมายพาณิชย์ก็น่าจะใช้เวลาสอนและศึกษากับรายวิชานั้นนานมากกว่า เหตุใดจึงมาแต่งกฎหมายครอบครัว
อาจารย์ มาติกา วินิจสร: ตอนที่ต้องเลือกว่าต้องแต่งหนังสือเล่มใด เริ่มจากหลังกลับมาจากศึกษาต่อเป็นช่วงการเรียนการสอนออนไลน์ซึ่งมีช่องว่างระหว่างวัย (generation) ที่ทำให้คุยกับนักศึกษาไม่รู้เรื่อง จึงได้ใช้เวลากับทวิตเตอร์ในการติดตามความเคลื่อนไหวทางความคิดของนักศึกษาว่าเป็นอย่างไร จึงทำให้เห็นประเด็นของกฎหมายครอบครัวในหลายประเด็น โดยบางประเด็นก็ตรงกับหลักกฎหมายตรง ๆ ไม่มีความซับซ้อน แต่ในบางประเด็นที่แม้จะอธิบายหลักกฎหมายตรง ๆ แต่นักศึกษาก็ไม่มีความเห็นคล้อยตาม เช่น คดีอุทลุม ในสังคมออนไลน์จะมีทัศนคติว่ากฎหมายที่ห้ามฟ้องบิดามารดาเป็นกฎหมายที่ไม่ควรมีอยู่ ซึ่งท่านก็อธิบายไปว่าสามารถฟ้องได้เพียงแต่ต้องทำผ่านตัวกลาง เพราะเป็นการห้ามฟ้องในเชิงรูปแบบอย่างเดียว แต่นักศึกษาก็ยังไม่มีความเข้าใจในหลักการและคงมีความเห็นว่ากฎหมายเรื่องนี้ควรจะแก้ หรือเรื่องความรุนแรงในครอบครัว การรับบุตรบุญธรรม เป็นประเด็นในทวิตเตอร์มากพอสมควร ตำราในท้องตลาดตอนนี้ก็ไม่ตอบทุกคำถามที่เป็นประเด็นทางสังคม จึงอยากให้มีตำราสักเล่มที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ และน่าจะเป็นตำราที่ยังไม่มีใครเขียนมาก่อน เพราะในรายวิชาอื่นมีการเขียนตำราได้ดีอยู่แล้ว จึงคิดไม่ตกว่าจะเขียนให้แตกต่างจากตำราเหล่านั้นอย่างไร สำหรับกฎหมายครอบครัวตำราเล่มนี้อาจจะไม่ได้ดีแต่ก็มีความแปลก เพราะมีประเด็นครอบคลุมในสังคมออนไลน์ จึงน่าจะเป็นประโยชน์ และอยากเขียนให้ผู้ที่ไม่ใช่นักศึกษากฎหมายได้มีความเข้าใจในเล่มนี้ด้วย
ผศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง: ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองของตัวเองว่า ตำรากฎหมายครอบครัวในท้องตลาดแม้จะมีไม่เยอะมากหากเทียบกับรายวิชาอื่นอย่างเช่นนิติกรรม-สัญญา และในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชากฎหมายครอบครัว ก็มักจะแนะนำตัวเองว่าเป็นนักกฎหมายนิติกรรม ซึ่งมุมมองบางอย่างอาจจะไม่ตอบโจทย์กับผู้สอนกฎหมายครอบครัว ในขณะสอนก็จะได้รับเสียงสะท้อนจากนักศึกษาว่า ไม่เข้าใจกฎหมายครอบครัว เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของบุคคลซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเมื่อเทียบกับกฎหมายแพ่งอื่น ๆ และอีกเสียงสะท้อนหนึ่ง คือ เวลาอ่านตำราครอบครัวจะมีความอนุรักษ์นิยมเพราะเขียนโดยอีกวัยหนึ่ง (generation) และเขียนโดยเพศชาย จากนั้นท่านจึงได้เริ่มเข้าสู่คำถามถัดไป

คำถาม (3): เป็นความตั้งใจของอาจารย์มาติกาหรือไม่ที่จะเขียนโดยคนอีกช่วงวัยหนึ่ง (generation) และเป็นเพศหญิง เพราะในท้องตลาดไม่มีผู้หญิงเขียนเยอะ แม้จะมีตำราของ รศ.ดร.รัศฎา เอกบุตร แต่ท่านก็เขียนเฉพาะเรื่องบิดามารดาและบุตรซึ่งไม่ได้เขียนครบทุกเรื่อง
อาจารย์มาติกา วินิจสร: ในช่วงของการเตรียมสอนได้มีการอ่านตำราของหลาย ๆ ท่านแล้วพบว่า มีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยและอยากโต้แย้ง โดยเฉพาะช่วงที่กฎหมายเหตุหย่ายังไม่แก้ เช่น ในเรื่องหมั้น หลักการเรื่องเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง มีคำอธิบายว่า หากตอนหลังชายหมั้นแล้วมาทราบว่าหญิงไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ก็เป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงและเป็นเหตุในการบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ ท่านก็มีความเห็นแย้งว่า หากเป็นกรณีที่ผู้ชายไม่บริสุทธิ์ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่สามารถหาตำราที่เขียนมุมมองแบบนี้ได้ ในตำราของท่านจึงพยายามใส่มุมมองแบบนี้ไว้ อนึ่ง ตำราเล่มนี้ เขียนก่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีการแก้ไข ซึ่งร่างแรกมีประเด็นสมรสเท่าเทียมค่อนข้างมาก แต่พอมีการแก้ไขก็ต้องตัดบางส่วนออกไปโดยเปลี่ยนเป็นการชี้แนะประเด็นแทน และมีความพยายามใส่มุมมองของกลุ่มคนช่วงอายุระหว่างปี พ.ศ. 2524-2540 (gen y) ที่มีมองต่อเรื่องนี้และเป็นเพศหญิง
คำถาม (4): ตำราในท้องตลาดมีหลายแบบ บางเล่มเน้นหลักกฎหมาย บางเล่มเน้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่มีวิเคราะห์ความเห็นของผู้เขียน บางเล่มเน้นทฤษฎี อีกทั้งกฎหมายครอบครัวมีหลายส่วน อาจารย์มาติกา วินิจสร เขียนเนื้อหาทั้งหมดนี้ได้อย่างไรโดยที่ขนาดของเล่มก็ไม่ได้มีความหนามาก จึงมีความน่าสนใจว่า ในเชิงเนื้อหา รูปแบบ และโครงสร้างของหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไร
อาจารย์มาติกา วินิจสร: ความตั้งใจแรกคือให้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน จึงต้องมีความบาง และพยายามเน้นอธิบายหลักกฎหมายและนำคำพิพากษาศาลฎีกาเฉพาะที่มีความน่าสนใจ มาอธิบายรายละเอียดข้อเท็จจริงในฎีกานั้น ๆ ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เหตุใดผลจึงเป็นเช่นนั้น เพราะหากเป็นหนังสือในระดับชั้นเนติบัณฑิต ก็จะนำคำพิพากษาศาลฎีกามาวางแล้วให้นักศึกษาไปอ่านเองว่าทำไมคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนั้นจึงถูกจัดหมวดหมู่ในข้อนี้ อนึ่ง ตำราเล่มนี้ไม่มีกฎหมายเปรียบเทียบเพราะต้องการจะให้นักศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีมีความเข้าใจก่อน

คำถาม (5): ความท้าท้ายของการเขียนตำราเล่มนี้จะให้น้ำหนักอย่างไรระหว่างความเห็นตนเองที่จะใส่ในหนังสือ เพราะแตกต่างจากงานวิจัยที่สามารถใส่ได้เต็มที่ แต่ในโดยลักษณะของตำราโดยไม่มีความต้องการใส่ความเห็นของตนมากเช่นนั้น ในตำราเล่มนี้มีการแบ่งส่วนความเห็นตนเองอย่างไร
อาจารย์มาติกา วินิจสร: ส่วนไหนที่พิจารณาแล้วว่าอยากใส่ก็ใส่ไป เพียงแต่วิธีการเขียนต้องมีความระวังอย่างยิ่ง จากนั้นท่านได้เล่าย้อนไปตอนในขณะที่ศึกษาต่อว่า อาจารย์ที่ปรึกษาได้แสดงความเห็นของงานตนว่ามีการใส่อารมณ์มากเกินไป ทั้งที่งานวิชาการมันต้องไม่ใช้อารมณ์ ทำให้ได้ข้อคิดว่า อย่าเอาทัศนคติของตนแทรกมาในงานมากเกิน เวลาให้ความเห็นจึงพยายามใส่ทฤษฎีพยายามตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และปรับให้เป็นภาษาวิชาการมากที่สุด
คำถาม (6): การอ้างอิงงานเขียนก่อนหน้าในตำราเล่มนี้มีการค้นคว้าตำราใดบ้าง หรือตำราที่มีความเกี่ยวเนื่องอย่างเช่น ตำรานิติกรรมหรือหนี้ มีตำราใดบ้าง หรือมีแรงบันดาลใจจากตำราเล่มใดที่ใช้เป็นพิเศษหรือไม่
อาจารย์มาติกา วินิจสร: ตำราที่ใช้ ได้แก่ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว ของศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ คำอธิบายกฎหมายครอบครัว ของศ.พิเศษ ประสพสุข บุญเดช และคำอธิบายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วย ครอบครัว ของอาจารย์ชาติชาย อัครวิบูลย์ เป็นสามเล่มหลักในการคิดวิเคราะห์และนำความเห็นของท่านมาใส่

คำถาม (7): หน้าปกตำรามีความสวยและแตกต่างจากตำราในท้องตลาด อีกทั้งหน้าปกเป็นสีอ่อน (pastel) เหมาะสมกับสมรสเท่าเทียม ที่มาของหน้าปกนี้เป็นอย่างไร รวมถึงการเหตุใดจึงใช้ชื่อกฎหมายลักษณะครอบครัว เพราะการตั้งชื่อก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง บางคนอาจจะใช้คำว่า คำอธิบายกฎหมายครอบครัว
อาจารย์มาติกา วินิจสร: ส่วนใหญ่ตำราของอาจารย์ท่านอื่นจะใช้คำว่า กฎหมายครอบครัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ในตำราเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงแค่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นชื่อกฎหมายลักษณะครอบครัวเพื่อให้ครอบคลุมเรื่องอื่น ๆ ด้วย ส่วนหน้าปกต้องขอบคุณโครงการตำราที่ออกแบบมาสวยมาก จากนั้นท่านได้กล่าวย้อนไปในขณะกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่มีการแก้ไขว่า ปกที่ตรียมไว้เดิมจะเป็นสีมืดและคู่รักที่เป็นเพศเดียวกันก็จะเป็นรูปหัวใจแตกเป็นสองส่วนเพราะตอนนั้นกฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่แก้ แต่พอเขียนเสร็จก็ได้มีการรอกฎหมายสมรสเท่าเทียมแก้ไข ซึ่งในขณะที่เลือกหน้าปก โครงการตำราได้ออกแบบมาให้เลือกสองแบบ คือ ปกที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และปกที่มีลักษณะเป็นมาตรฐานของคณะนิติศาสตร์ แต่ก็เลือกปกนี้เพราะเป็นการดึงดูดคนทั่วไปได้
คำถาม (8): ความยากและอุปสรรคในการเขียนตำราเล่มนี้เป็นอย่างไร ใช้เวลามากน้อยเพียงใดในการเขียน และเวลามีปัญหาได้แก้ปัญหานั้นอย่างไร
อาจารย์มาติกา วินิจสร: อุปสรรคคือการไม่มีเวลา เนื่องจากมีภาระการสอนหลายวิชา จากนั้นท่านได้เล่าย้อนไปสมัยศึกษาในระดับชั้นปริญญาโทว่า กรรมการท่านหนึ่งที่เป็นผู้พิพากษา ให้ข้อสังเกตกับท่านว่า สื่อสารผ่านการพูดได้ดีแต่การเขียนงานนั้นอ่านยาก หลังจากนั้นจึงได้พยายามปรับปรุงวิธีการเขียนเรื่อยมาจนกระทั่งสมัยที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของ ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ ท่านได้ผลักดันให้เขียนบทความจึงได้เริ่มเขียนบทความส่งวารสาร ซึ่ง รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง ก็กล่าวชื่นชมว่ามีการใช้ภาษาเขียนได้ดี จึงได้ตีพิมพ์บทความนั้นไป แต่ตอนที่เขียนตำรา ความยากคือตั้งใจจะให้นักศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีอ่าน ต้องพยายามเรียบเรียงให้ดี แตกต่างจากงานเขียนในระดับชั้นปริญญาโทที่สามารถเขียนได้ตามอิสระของตน

คำถาม (9): ในแง่ของคุณค่าทางวิชาการที่ตำราเล่มนี้จะมีให้กับแวดวงนิติศาสตร์ มีอะไรบ้าง
อาจารย์มาติกา วินิจสร: เป็นตำราที่พยายามรวบรวมหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวเอามาใส่ให้อยู่ในเล่มเดียวกันมากที่สุด และมีความตั้งใจที่อยากจะเขียนตอนตีพิมพ์ครั้งทถัดไปให้เน้นเรื่องในทางปฏิบัติมากขึ้น เนื่องจากขณะที่สอนในชั้นเรียนเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ก็จะสอนได้เท่าที่ตัวบทไปถึงหรือดูเอกสารการร่างกฎหมาย แต่นักศึกษาจะมีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเขาและคนใกล้ตัวมาถามใยทางปฏิบัติ แต่ท่านเองก็ไม่ทราบว่า กระบวนการทางกฎหมายเป็นอย่างไร ละเอียดเพียงใด เช่น เมื่อเจ้าพน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เข้ามาและกระบวนการต่อไปเป็นอย่างไร หากใส่เนื้อหาส่วนนี้ไปก็จะมีความสมบูรณ์มากขึ้นในทางปฏิบัติหรือสังคมสงเคราะห์ที่เกี่ยวกับเด็ก
คำถามสุดท้ายสำหรับช่วงแรก: อาจารย์มาติกา วินิจสร มีประเด็นอะไรอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับตำราเล่มนี้ หรือที่อยากจะแบ่งปันกับผู้เข้าร่วมงานหรือไม่
อาจารย์มาติกา วินิจสร: หากผู้อ่านได้อ่านเล่มนี้แล้วมีความเห็นที่ต้องการอยากให้เพิ่มเติมส่วนใด หรือมีการใช้คำผิดส่วนใด ก็สามารถส่งมาได้ทางอีเมล เพราะเป็นตำราเล่มแรกที่เขียน อาจจะไม่สมบูรณ์ดีพร้อม แต่ก็พยายามปรับปรุงให้ดีมากยิ่งขึ้น
สรุปสาระสำคัญจากงานเปิดตัวตำรา “กฎหมายลักษณะครอบครัว” ตอนที่ 2 จะเผยแพร่ภายหลัง



