สรุปสาระสำคัญจากงานเปิดตัวและวิพากษ์ตำราภาษาอังกฤษ “Family Law in Thailand Vol. 1: Marriage” ผู้เขียน ผศ.กิตติภพ วังคำ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่งฯ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงาน ระหว่างเวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วิทยากร
- ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ผศ.ดร.สิพิม วิวัฒนวัฒนา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- อ.ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ดำเนินรายการ
- รศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายแพ่ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “100 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ของศูนย์กฎหมายแพ่งฯ

รศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญานอนัต์ (ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายแพ่ง) : กล่าวเปิดงานเปิดตัวและวิพากษ์ตำราภาษาอังกฤษ Family Law in Thailand Vol. 1: Marriage โดยเล่าว่ากิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 100 ปี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย และกล่าวขอบคุณผู้มีเกียรติทุกท่านที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้

รศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง (ผู้ดำเนินรายการ) : กล่าวแนะนำตัวผู้เขียน ผศ.กิตติภพ วังคำ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายภาษี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท Oxford University โดยขณะนี้กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก University of Edinburg

ช่วงที่หนึ่ง การพูดคุยกับผู้เขียนตำรา
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าว่าเดิมสมัยเรียนระดับชั้นปริญญาตรีไม่มีความสนใจวิชากฎหมายครอบครัว แต่เมื่อไปศึกษาต่อระดับปริญาโท ได้เลือกลงเรียนวิชากฎหมายครอบครัว เนื่องจากในปีที่ไปศึกษาต่อ วิชาอื่น ๆ ในทางแพ่งที่สนใจไม่เปิดสอน และเมื่อเรียนวิชากฎหมายครอบครัวแล้วรู้สึกชื่นชอบ โดยได้เรียนกับ Prof. Jonathan Herring ที่มหาวิทยาลัย Oxford ต่อมาเมื่อกลับมาประเทศไทยก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ก็ได้มีโอกาสสอนวิชา family law หลักสูตรภาษาอังกฤษที่คณะนิติศาสตร์ ร่วมกับ รศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง
รศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง : เล่าว่าในช่วงที่อาจารย์กิตติภพศึกษาต่อมีการแลกเปลี่ยนประเด็นทางกฎหมายครอบครัวระหว่างกัน และเห็นว่ากฎหมายครอบครัวของอังกฤษน่าสนใจ นอกจากนี้ คณะนิติศาสตร์หลักสูตรภาษาอังกฤษมีวิชา Family law แต่ตั้งแต่เปิดหลักสูตรมา ไม่เคยเปิดสอนวิชานี้ จึงได้มีโอกาสเปิดวิชาดังกล่าวและสอนร่วมกับอาจารย์กิตติภพ และอาจารย์อีกสองท่าน คือ อาจารย์ธนภัทร ชาตินักรบ และอาจารย์ชาติ จันทรามูร์
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าต่อว่า นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้าทำงานในคณะกรรมการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 – 6 ที่มีศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ เป็นประธาน ซึ่งทำให้มีโอกาสใกล้ชิดกับกฎหมายครอบครัวมากยิ่งขึ้น และได้รับความรู้ทางกฎหมายครอบครัวที่หลากหลาย แต่ที่นับว่าเป็นตัวจุดประกายให้เขียนตำรากฎหมายครอบครัวเป็นภาษาอังกฤษ คือ การเริ่มเขียนวิจัย ซึ่งเป็นวิจัยชิ้นแรกที่เขียนด้วยตนเองคนเดียว ซึ่งเป็นการนำความรู้ที่เรียนจากระดับชั้นปริญญาโทมาเขียนในบริบทของกฎหมายไทย โดยการเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้พบว่า แหล่งอ้างอิงกฎหมายครอบครัวของไทยที่เป็นภาษาอังกฤษมีแหล่งอ้างอิงค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะยังไม่มีตำราภาษาอังกฤษ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่มองว่าควรมีตำรากฎหมายครอบครัวของไทยที่เป็นภาษาอังกฤษสำหรับใช้สืบค้นข้อมูลเพื่ออ้างอิง ประกอบกับในช่วงเดียวกันโครงการตำราและเอกสารประกอบการสอนเปิดสมัครทุนเขียนตำราพอดี จึงสมัครและได้รับการตอบรับให้เขียนตำราเล่มนี้ ทั้งนี้ โดยมีแผนที่จะเขียนเล่มต่อไปเพื่อให้ครบภายในสองปีนี้

- โครงสร้างของตำรา
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าว่า ตำราเล่มนี้อ้างอิงเนื้อหาในบรรพ 5 ลักษณะ 1 สมรส ทั้งหมด ตั้งแต่การหมั้นถึงการหย่า โดยเห็นว่าควรแบ่งเนื้อหาเพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายที่สุดจึงเลือกที่จะแบ่งตามวรจรชีวิต (life cycle) ของการสมรสตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด โดยเริ่มต้นจาก (1) Introduction (2) Betrothal (3) Beginning of Marriage (4) Relationship of spouses และ (5) Termination of Marriage
มีข้อสังเกตว่าในตำราได้มีการแบ่แยก Voidness of Marriage คือการสมรสที่เป็นโมฆะ ออกจาก Cancellation of marriage ซึ่งจะอยู่ในส่วน Termination of Marriage เพราะการสมรสที่เป็นโมฆะนั้นในสายตาของกฎหมายคือไม่มีการสมรสเลย
ทั้งนี้ ในเนื้อหานอกจากจะมีคำอธิบายยังมีการสอดแทรกคำพิพากษาศาลฎีกาเข้าไปด้วย โดยพยายามคัดเลือกคำพิพากษาที่มีความสำคัญจริง ๆ เพราะตั้งใจไม่ให้หนังสือมีความหนาจนเกินไป รวมถึงสอดแทรกประเด็นข้อถกเถียงและข้อสังเกตในทางประวัติศาสตร์กฎหมายเข้าไปด้วย
- แนวทางการเขียน
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : ตามที่เล่าว่า เมื่อได้สอนวิชา Family law ได้ค้นคว้าข้อมูลจากตำรากฎหมายภาษาไทยและจัดทำเอกสารประกอบการสอนเป็นภาษาอังกฤษ จึงมีข้อมูลอยู่ประมาณหนึ่งในการนำมาใช้เขียนตำรา รวมถึงนำมาจากเอกสารประกอบการสอนของอาจารย์กรศุทธิ์ด้วย โดยเฉพาะในส่วนของการหมั้นที่มีเนื้อหาค่อนข้างละเอียด ส่วนตำรากฎหมายครอบครัวไทยใช้สองเล่มหลัก คือ ตำรากฎหมายของ ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ และของศาสตราจารย์ ประสพสุข บุญเดช โดยตำราของอาจารย์ประสพสุขมีข้อเด่นในเรื่องคำพิพากษาศาลฎีกาที่ทันสมัย ส่วนของอาจารย์ไพโรจน์เด่นในด้านการยกข้อถกเถียงทางวิชาการขึ้นมาอ้างไว้ จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัว และในตำราก็จะเติมส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้าไป เช่น ความเห็นของผู้เขียนเอง จนสุดท้ายเป็นหนังสือเล่มนี้
- การแปลและการเลือกใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าว่าการแปลถ้อยคำจากกฎหมายไทยเป็นภาษาอังกฤษนับเป็นส่วนที่ยากที่สุด ซึ่งส่วนตัวไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษแบบเจ้าของภาษาที่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ทันที จึงใช้วิธีร่างเป็นภาษาไทยและแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะกฎหมายครอบครัวของไทยมีความยากในการแปลมาก เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของสังคมไทยมาก เช่น สินสอด ของหมั้น สินส่วนตัว หรือสินสมรส ดังนั้น แม้จะมีคำทางกฎหมายในภาษาอังกฤษที่ใกล้เคียงกันแต่ก็อาจจะนำมาใช้แทนกันไม่ได้ หรือสื่อความหมายที่มีความเฉพาะไม่ได้ ทั้งนี้ ความยากนี้มาจากการที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยไม่มีฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ จึงต้องไปหาคำแปลจากแหล่งอื่น เช่น ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ไม่ได้มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ส่วนตัวจึงเลือกใช้คำแปลของอาจารย์กมล เกษตริน เป็นหลักที่อาจารย์หลายท่านยอมรับว่าน่าเชื่อถือ และมีความสอดคล้องกับต้นร่างที่เป็นภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น คำว่า “การหมั้น” เลือกแปลว่า “Betrothal” ตามแนวทางของอาจารย์กมล ในขณะที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแปลว่า “Engagement” รวมถึงหลายคำก็เลือกที่จะใช้วิธีทับศัพท์ไป โดยในส่วนแรกของหนังสือได้ทำตารางคำศัพท์สำคัญต่าง ๆ ไว้ด้วย

- รูปแบบปกตำรา
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าว่าค่อนข้างให้ความสำคัญกับภาพปก จึงตัดสินใจออกแบบปกเอง ในช่วงที่ออกแบบปก ได้ไปเจอหนังสือ Contract law เล่มหนึ่งที่เห็นว่าปกสวย จึงร่างโครงจากปกตำราเล่มดังกล่าว และนำมาผนวกกับรูปแหวนที่น่าจะสื่อความหมายถึงการสมรสได้ดีที่สุด ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากคุณออฟเจ้าหน้าที่คณะที่ช่วยออกแบบเพิ่มเติมให้ และในส่วนสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจคือสี ซึ่งเดิมมีสองตัวเลือก คือ สีน้ำเงินทองกับสีรุ่ง แต่ถึงที่สุดแล้วตัดสินใจใช้สีรุ้ง (pride) ซึ่งสอดคล้องกับการเฉลิมฉลองที่ประเทศไทยมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมด้วย
- อุปสรรคและปัญหา
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าว่าความยากลำบากมีสองส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง การเริ่มต้นซึ่งยากเสมอ เพราะยังไม่รู้ว่าควรเริ่มเขียนอย่างไรดี แต่โชคดีที่มีเนื้อหาตั้งต้นที่ได้จากการเอกสารประกอบการสอนวิชา Family Law อยู่แล้ว ดังนั้น ในการขึ้นโครงในบทแรกจึงไม่ยากลำบากมากนัก ส่วนที่สอง การแปลถ้อยคำจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่มีคำแปลที่เป็นทางการของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้อ้างอิง และไม่มีตำราเล่มอื่น ๆ ให้อ้างอิงเช่นกัน และในการแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่มีการคิดค้นถ้อยคำใหม่ขึ้นมาหลายคำ โดยเฉพาะการสร้างถ้อยคำให้มีความเป็นกลางทางเพศเป็นหลัก เช่น การแก้ไขถ้อยคำจากชาย หญิง สามี ภริยา ให้เป็นถ้อยคำว่า ผู้ใด คู่สมรส ผู้หมั้น ผู้รับหมั้น เป็นต้น ซึ่งหลายถ้อยคำไม่เคยปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาก่อน และตัวอย่างถ้อยคำที่น่าสนใจอีกคำหนึ่งคือ “การกระทำหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น” ที่มุ่งขยายขอบเขตของ sexual relation ซึ่งแต่เดิมจำกัดอยู่เฉพาะการร่วมประเพณี (heterosexual intercourse) ที่มีความหมายจำกัดสำหรับชายและหญิงเท่านั้น ในที่สุดจึงต้องไปอ้างอิงจากถ้อยคำที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งคิดว่าพอจะใช้แทนกันได้
- ประโยชน์ต่อวงการนิติศาสตร์
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : เล่าว่า มุ่งหมายให้หนังสือเล่มนี้เป็นประโยชน์กับนักศึกษาเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก และตำราเล่มนี้นับว่าเป็นตำรากฎหมายครอบครัวไทยที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษเล่มแรกจึงน่าจะเป็นประโยชน์ในการอ้างอิงสำหรับผู้อ่านโดยทั่วไปที่ไม่สันทัดในการอ่านภาษาไทย และต้องการแหล่งอ้างอิงกฎหมายครอบครัวเป็นภาษาไทย ตำราเล่มนี้จึงน่าจะช่วยขยายขอบเขตการศึกษาค้นคว้าให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

ช่วงที่สอง การวิพากษ์และแลกเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตำรา
- ประสบการณ์การสอนวิชากฎหมายครอบครัวของวิทยากรแต่ละท่าน
รศ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง : กล่าวแนะนำวิทยากร (ผู้วิพากษ์) ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิพิม อาจารย์ ดร.อภินพ และเชิญให้เล่าประสบการณ์การสอนวิชากฎหมายครอบครัว
ผศ.ดร.สิพิม วิวัฒนวัฒนา เล่าว่า เดิมทีไม่ได้สนใจกฎหมายครอบครัว เนื่องจากตอนไปศึกษาต่อได้ศึกษาด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงปี พ.ศ. 2540 มีรายวิชาบุคคลและครอบครัว ซึ่งรวมเนื้อหาของกฎหมายบุคคลและครอบครัวไว้ด้วยกัน จำนวน 3 หน่วยกิต ซึ่งมีความท้าทายในการสอนวิชานี้ เพราะเป็นการสอนนิสิตปี 1 ซึ่งมีความตั้งใจว่าต้องสอนให้นิสิตเข้าใจ ในตอนนั้นเองจึงต้องสอนวิชากฎหมายครอบครัวไปพร้อมกันด้วย ต่อมาเมื่อมีการแยกรายวิชาเป็นกฎหมายบุคคลและกฎหมายครอบครัวเป็นสองวิชา จึงต้องรับผิดชอบสอนทั้งสองวิชา เป็นสาเหตุให้สอนกฎหมายครอบครัวมาโดยตลอด และของคณะนิติศาสตร์ จุฬา ยังมีวิชากฎหมายครอบครัวเปรียบเทียบซึ่งก็ได้เห็นแง่มุมในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบด้วย โดยภาพรวมรู้สึกมีความสุขในการสอนวิชานี้
อ.ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน เล่าว่า ส่วนตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์ไพโรจน์ กัมพูสิริ ที่ได้เรียนวิชากฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกกับอาจารย์ไพโรจน์ จึงมีความตั้งใจว่าจะต้องช่วยอาจารย์ไพโรจน์สอนวิชากฎหมายครอบครัวและมรดก ซึ่งเมื่อมาสอนแล้วพบว่ากฎหมายครอบครัวมีมิติที่เชื่อมโยงกับเรื่องทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองแฝงอยู่ด้วย รวมทั้งเป็นกฎหมายที่มีการแก้ไขบ่อยที่สุด ในขณะที่ไม่ค่อยมีการศึกษาผลจากการแก้ไขเท่าใดนัก เมื่อพิจารณาไปแล้วจึงเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับกฎหมายรัฐธรรมนูญมาก ซึ่งเป็นสาขากฎหมายที่สำเร็จการศึกษามาจากต่างประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ เล่าว่า ตอนทำวิทยานิพนธ์ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ การหย่าเปรียบเทียบกฎหมายครอบครัวไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งรับทุนจากรัฐบาลไทยจึงต้องเป็นเหตุให้ต้องมาใช้ทุนโดยการสอนกฎหมายครอบครัวที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเมื่อสอนไปก็รู้สึกสนุก และมีการเตรียมการสอนซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2526 อาจารย์ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ได้นำตำรากฎหมายครอบครัวของอาจารย์ชาติชาย อัครวิบูลย์ กับอาจารย์ชัยเดช สุริยะ มาให้อ่าน ซึ่งเป็นที่มาของการเตรียมสอนหลายเรื่องด้วยกัน ส่วนวิชามรดก อาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ ได้นำหนังสือมรดกของอาจารย์เพรียบ หุตางกูร มาให้อ่านและเตรียมการสอน นอกจากนี้ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกมา ยังต้องเป็นอาจารย์ติว อยู่สองปีซึ่งจะได้รับการประเมินจากนักศึกษาและส่งต่อไปยังหัวหน้าภาควิชา ซึ่งในขณะนั้นคืออาจารย์ดาราพร ถิระวัฒน์ ซึ่งท่านจะประเมินและส่งต่อให้คณบดีเพื่ออนุมัติให้สามารถบรรยายได้ต่อไป
ส่วนการเขียนเอกสารประกอบการสอน เหมือนที่อาจารย์กิตติภพบอกว่ายากตอนเริ่มขึ้น จึงอยากให้เริ่มเขียนจากบทความก่อน สำหรับตัวเองก็เริ่มเขียนจากบทความลงในวารสารอัยการ ความยาวประมาณ 6 หน้า หลังจากนั้นก็เริ่มมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่อมา สุดท้ายในการเรียนและสอนกฎหมายเห็นว่าจำเป็นต้องมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวใหม่ ๆ อยู่เสมอ

- วิพากษ์และแสดงความเห็น : จุดเด่นของตำรา
ผศ.ดร.สิพิม วิวัฒนวัฒนา แสดงความเห็นว่า อ่านตำราเล่มนี้รู้สึกเข้าใจง่ายมาก ทั้งในเรื่องการใช้ภาษาและความเป็นระบบและการจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนิสิตนักศึกษา ต่อผู้สอนกฎหมายครอบครัว และต่อชาวต่างชาติด้วย เนื่องจากคนต่างชาติ รวมถึงอาจารย์สอนกฎหมายชาวต่างชาติมักบ่นว่าไม่มีคำอธิบายกฎหมายครอบครัวที่เป็นระบบ อธิบายในภาพรวมทั้งหมด จึงเป็นภารกิจของอาจารย์แต่ละท่านที่ต้องตอบตามวาระ แต่ตอนนี้สามารถใช้ตำราเล่มนี้แทนคำตอบต่าง ๆ ได้แล้ว
อ.ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน แสดงความยินดีกับผู้เขียน และแสดงความเห็นว่า ตำราเล่มนี้มีความเป็นมาตรฐานมาก เพราะสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในทางปฏิบัติและในทางวิชาการ แม้จะไม่ผ่านการตรวจสอบจากสำนักพิมพ์ต่างชาติก็ตาม ซึ่งสะท้อนว่าต้องลงทุนลงแรงด้วยตนเองเป็นอย่างมาก ส่วนจุดเด่นเห็นว่า เป็นข้อสังเกตทางประวัติศาสตร์ที่แทรกเข้ามาในตำราเล่มนี้ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุใดกฎหมายไทยจึงเป็นเช่นนี้ ซึ่งหลายส่วนแตกต่างจากแนวทางกฎหมายครอบครัวสากล และมีการสรุปข้อถกเถียงในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ให้เข้าใจง่าย เช่น ปัญหาว่าการสมรสหรือการหมั้นเป็นสัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ลึกซึ้ง แต่สรุปได้ชัดเจนและทำให้ผู้อ่านสามารถไปศึกษาต่อได้ ส่วนที่ชื่นชมเป็นพิเศษคือการเลือกใช้ถ้อยคำที่มีการอภิธานศัพท์ไว้ในตำราเล่มนี้ด้วย เพราะถ้อยคำแต่ละคำสะท้อนความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ด้วย การแปลจึงต้องใช้ความรอบคอบอย่างมาก และการแปลจะช่วยปรับวิธีคิดของผู้อ่านที่มีต่อกฎหมายครอบครัวด้วย ตำราเล่มนี้จึงสามารถเป็นภาพสะท้อนของกฎหมายครอบครัวไทยต่อชาวต่างชาติให้เห็นว่ากฎหมายครอบครัวไทยเป็นมิตรและต้อนรับผู้คนในทุกรูปแบบได้
นอกจากนี้ เห็นว่าผู้เขียนมีความเข้าใจกฎหมายแพ่งและกระบวนพิจารณาทางแพ่งด้วย จึงมีความเชื่อมโยงเนื้อหาไปยังวิธีพิจารณาความและพยานหลักฐานด้วย ซึ่งโดยปกติเวลาอ่านคำพิพากษามักจะขาดความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ การเชื่อมโยงเนื้อหาดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์มากต่อการทำความเข้าใจ รวมทั้งประเด็นลักษณะนี้ก็ยังไม่ปรากฏในตำรากฎหมายครอบครัวเล่มอื่นที่เป็นภาษาไทยด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ แสดงความเห็นว่า ขอแสดงความชื่นชม โดยเฉพาะประเด็นปัญหาว่าการสมรสเป็นสัญญาหรือสถาบันอย่างใด ซึ่งในปกหลังก็มีการอ้างถึงความเห็นของ Lord Justice Thorpe ในประเด็นนี้ไว้ด้วยซึ่งอธิบายว่าเป็นสัญญา แต่ทั้งนี้ เมื่อจดทะเบียนสมรสไปแล้ว ระบบในบรรพ 5 สะท้อนถึงลักษณะเป็นสถาบันด้วย ประเด็นต่อมา ที่อธิบายว่าการหมั้นต้องเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งอาจารย์กิตติภพอธิบายไว้ดีมากโดยเชื่อมโยงประเด็นนี้ไปในเรื่องกฎหมายพยานเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ด้วย นอกจากนี้ ขอชื่นชมที่อาจารย์กิตติภพเชื่อมโยงไปถึงข้อสังเกตทางประวัติศาสตร์ไว้หลายประการด้วย โดยเฉพาะความเข้าใจว่ากฎหมายครอบครัวไทยส่วนใดที่มีที่มาจากวัฒนธรรมไทยและส่วนใดที่ได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับการใช้และการตีความกฎหมาย ส่วนประเด็นในเรื่องการกระทำการหรือยอมรับการกระทำการเพื่อสนองความใคร่ ซึ่งนำมาจากพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2535
นอกจากนี้ ขอชื่นชมที่นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายครอบครัวในประเด็นต่าง ๆ มาอ้างไว้ด้วย แต่ทั้งนี้ ในการอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนอกจากการอ่านตัวคำวินิจฉัยแล้ว ควรอ่านคำวินิจฉัยส่วนตนด้วย และชื่นชมที่อธิบายถึงบทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมฯ ประกอบไว้ด้วย ซึ่งเป็นปัญหาว่าบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะขัดหรือแย้งต่อมาตรา 27 รัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจารย์กิตติภพได้ให้ความเห็นในประเด็นนี้ไว้ด้วย รวมทั้งในประเด็นที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวของคู่สมรส ตามมาตรา 1461 วรรคแรก ที่มีการเชื่อมโยงไปถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคท้ายด้วย
ทั้งนี้ มีข้อซักถามเกี่ยวกับคำอธิบายสินส่วนตัว ตามมาตรา 1471 (2) คือ เครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ที่มีการยกตัวอย่างไปถึงสัตว์ เช่นอะไรบ้าง
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : ตอบข้อซักถามว่า เช่น วัวควายในการทำไร่ไถนา
ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ แสดงความเห็นต่อว่า ตำราเล่มนี้ยังมีความน่าสนใจว่า มีการใช้วิธีอาศัยเส้นแบ่งเวลาในการชี้ธงคำตอบ เช่น ค่าสินไหมทดแทนจากการที่คู่สมรสถูกกระทำละเมิด มีการแบ่งช่วงเป็นการถูกละเมิดก่อนสมรสแล้วมาเรียกค่าสินไหมทดแทนระหว่างสมรส ซึ่งอาจารย์อธิบายว่าไม่ใช่สินสมรส เพราะการทำละเมิดถือว่าผิดนัดตั้งแต่ขณะทำละเมิด โดยการวิเคราะห์ลักษณะนี้ช่วยต่อยอดให้นำไปใช้วิเคราะห์ในประเด็นอื่น ๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายมรดก เช่น ทรัพย์สินของภิกษุ เป็นต้น

วิพากษ์ : ข้อแนะนำเพิ่มเติม
อ.ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน แสดงความเห็นว่า ในประเด็นเรื่องการหมั้น การสมรสเท่าเทียมที่มีผลต่อเรื่องการหมั้น โดยเฉพาะข้อสังเกตทางประวัติศาสตร์ทำให้เกิดข้อน่าคิดว่า ในเชิงนโยบายในปัจจุบันของหมั้นยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ เพียงใด เพราะอาจมีการแสดงออกซึ่งการหมั้นในรูปแบบอื่น ๆ ได้แล้ว ซึ่งการตอบปัญหานี้จะต้องแสดงให้เห็นว่า การหมั้นยังมีประโยชน์หรือส่งเสริมสถาบันครอบครัวเพียงใด ส่งเสริมให้การสมรสเป็นไปโดยราบรื่นจริงหรือไม่ ซึ่งความเห็นส่วนตัวเห็นว่าการหมั้นอาจไม่จำเป็นขนาดนั้นแล้ว นอกจากนี้ ภายใต้ประเด็นสมรสเท่าเทียม ยังมีปัญหาอีกว่า การไม่สามารถมีบุตรได้จะยังเป็นเหตุสำคัญอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะคู่สมรสเพศเดียวกัน หรือคู่สมรสต่างเพศกันแต่ได้ไปผ่าตัดแปลงเพศภายหลัง จะถือเป็นเหตุสำคัญหรือไม่ เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้จำเป็นจะต้องถูกพูดถึง โดยเฉพาะตำราที่ต้องวางกรอบทางทฤษฎีในเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย
นอกจากนี้ กฎหมายครอบครัวมีปัญหาเรื่องความไม่แน่นอน เช่น มาตรา 1440 (1) มีปัญหาว่าเกิดความเสียหายเมื่อใด และถ้อยคำของตัวบทดังกล่าวมีความหมายอย่างไรบ้าง ความไม่แน่นอนเหล่านี้ควรถูกอธิบายโดยนักวิชาการเพื่อใช้วางหลักในการสร้างนโยบายทางกฎหมายต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ แสดงความเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส อันได้แก่ การอยู่กินร่วมกัน และอุปการะเลี้ยงดูกัน สำหรับการอยู่กินนั้น มีปัญหาว่าการร่วมประเวณีกันถือเป็นเงื่อนไขของการสมรสหรือไม่ เพราะในอดีตอาจมองได้ว่าเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการให้มีการร่วมประเวณีเพื่อมีบุตรหลานสำหรับสืบสกุลต่อไป อันจะเป็นทรัพยากรของประเทศ แต่ในบริบทปัจจุบันโดยเฉพาะการมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจารย์กิตติภพได้แสดงความเห็นไว้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราก็ประสบปัญหาขาดแคลนประชากรที่จะเป็นกำลังของประเทศ ส่วนตัวจึงมองว่าการอยู่กินโดยนำเงื่อนไขร่วมประเวณีมาผูกไว้จึงอาจจะยังจำเป็นอยู่ ส่วนการช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูนั้น ซึ่งคำว่า “ช่วยเหลือ” มีเฉพาะระหว่างคู่สมรส แต่ไม่ได้บัญญัติไว้ในความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร (มาตรา 1563, มาตรา 1564) จึงมีปัญหาว่าเราจะตีความถ้อยคำดังกล่าวอย่างไร นอกจากนี้ มีประเด็นว่า อย่างในกฎหมายฝรั่งเศสกำหนดให้คู่สมรสมต้องมีความเคารพ (respect) ต่อกัน ซึ่งไม่ปรากฏโดยตรงในกฎหมายไทย และมีข้อน่าคิดว่าความเคารพต่อกันของคู่สมรสในบริบทของยุโรปกับบริบทของไทยจะเหมือนกันหรือไม่
ทั้งนี้ มีประเด็นเรื่องระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ซึ่งอาจพิจารณาได้สองแง่มุม คือ ในทางหนึ่งคือการคุ้มครองเสรีภาพในทรัพย์สินของคู่สมรสแต่ละฝ่าย และอีกทางหนึ่งคือการคุ้มครองสวัสดิภาพของครอบครัวในภาพรวม ซึ่งจะเชื่อมโยงไปในประเด็นว่าการสมรสเป็นเรื่องสัญญาหรือเป็นสถาบันด้วย แต่ละประเทศก็จะมีการให้น้ำหนักสองเรื่องนี้ที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างที่สะท้อนได้ชัดเจนที่สุด เช่น กฎหมายไทยแต่เดิมกำหนดให้ดอกผลของสินส่วนตัวเป็นสินส่วนตัว (ก่อนปี 2519) ซึ่งสะท้อนแนวคิดในการคุ้มครองเสรีภาพในทรัพย์สินของคู่สมรสแต่ละฝ่าย และเป็นไปตามหลักการทั่วไปว่าด้วยกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 1336 ด้วย แต่ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้ดอกผลของสินส่วนตัวเป็นสินสมรส ซึ่งน่าจะสะท้อนถึงแนวคิดการคุ้มครองสวัสดิภาพครอบครัวตามที่ปรากฏในทฤษฎีของกฎหมายยุโรป เป็นต้น
นอกจากนี้ ในประเด็นที่อาจารย์กิตติภพยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2537 (ฎีกาล๊อตเตอรี่) ซึ่งอาจกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ทรัพย์สินหล่นมาบนทะเบียนสมรสถือว่าเป็นสินสมรสนั้น มีข้อน่าคิด เช่น กรณีทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดระหว่างสมรส หรือทรัพย์สินที่ผ่อนก่อนสมรสแต่ได้มารับโอนกรรมสิทธิ์หลังสมรสเป็นสินสมรส เป็นต้น
ประเด็นสุดท้าย กฎหมายครอบครัวมีความเชื่อมโยงกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วย เช่น การที่สามีมีสิทธิลางานไปดูแลภรรยาที่จะคลอดบุตรหรือเพิ่งคลอดบุตร ซึ่งอาจมีปัญหาหากพิจารณาในบริบทของกฎหมายสมรสเท่าเทียมว่ากรณีคู่สมรสเพศเดียวกันจะมีสิทธิลางานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วยหรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะปัญหาในกรณีของการอุ้มบุญ ซึ่งหญิงที่อุ้มบุญนั้นไม่ใช่คู่สมรส เป็นต้น

ผศ.ดร.สิพิม วิวัฒนวัฒนา แสดงความเห็นว่า ในเรื่องการหย่า อาจารย์กิตติภพชี้ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาของเหตุหย่าที่สำคัญกรณีหนึ่งคือ เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ซึ่งเป็นปัญหาของถ้อยคำว่า “มีชู้” กับ “เป็นชู้” ว่ามีความหมายอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไร โดยอาจารย์กิตติภพยกแง่มุมทางประวัติศาสตร์ขึ้นมาอธิบายว่า มีชู้ เป็นการอธิบายถึงชายที่ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงมีสามีแล้ว ในแง่นี้หญิงภรรยาที่มีชายอื่นจึงเรียกว่ามีชู้ ส่วนชายจะเรียกว่าเป็นชู้ คือ การไปมีความสัมพันธ์กับหญิงที่มีสามีแล้ว โดยนัยนี้ จึงมีปัญหาว่าการใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันนี้จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมหรือไม่ เพราะหากชายไปมีความสัมพันธ์กับหญิงที่เป็นโสด หากยึดตามความหมายดังกล่าวเท่ากับว่าจะถือไม่ได้ว่าชายมีชู้หรือเป็นชู้ รวมทั้งจะใช้กรณีการมีความสัมพันธ์เป็นอาจิณก็อาจเป็นปัญหาในกรณีที่ชายมิได้มีความสัมพันธ์เป็นอาจิณสม่ำเสมอ ในขณะที่หากหญิงมีชายอื่นเพียงครั้งเดียวย่อมถือว่าเป็นชู้อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ทันที ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ในคำพิพากษา ศาลก็มักหลีกเลี่ยงการอ้างถ้อยคำว่าเป็นชู้หรือมีชู้โดยเลือกใช้คำอื่นแทน จึงมีประเด็นปัญหาว่า ยังควรคงถ้อยคำดังกล่าวไว้ในกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึงมาตรา 1523 เกี่ยวกับการเรียกค่าทดแทนด้วย ซึ่งอาจารย์กิตติภพก็ได้อ้างถึงประเด็นดังกล่าวโดยอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกอบไว้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันกฎหมายได้มีการแก้ไขให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างคู่สมรสแล้ว โดยเฉพาะในมาตรา 1523 วรรคสองการใช้ถ้อยคำว่า “ทำนองชู้” ซึ่งอาจารย์กิตติภพแปลวว่า “adulterous manner” ในแง่นี้ จึงมีข้อน่าคิดด้วยว่า ถ้อยคำตามมาตรา 1516 (1) ควรทำให้มีความสอดคล้องกับมาตรา 1523 หรือไม่ อนึ่ง ศาลยุติธรรมเคยให้ความเห็นว่า ในบริบทปัจจุบันการมีชู้หรือเป็นชู้ย่อมไม่จำกัดเพศแล้ว รวมทั้งยังมีความเห็นด้วยว่าอาจเลือกใช้เป็นคำอื่นแทน เช่น ผิดประเวณี หรือทำนองชู้ หรือคำอื่น ๆ ที่สั้นและกระชับ เป็นต้น ทั้งนี้ โดยฝากข้อพิจารณาว่า การตีความถ้อยคำว่ามีชู้หรือเป็นชู้ หรือถ้อยคำอื่น ๆ ในกฎหมายครอบครัว นักกฎหมายควรตีความตามความหมายที่ปรากฏในพจนานุกรม หรือควรตีความให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรศึกษาต่อไป

ช่วงที่สาม การแลกเปลี่ยนประเด็นกฎหมาย
ผศ.กิตติภพ วังคำ (ผู้เขียน) : กล่าวถึงประเด็นปัญหาในเรื่องการร่วมประเวณีในฐานะเงื่อนไขของการสมรส (องค์ประกอบในทางเพศในกฎหมายครอบครัว) เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งมีคำอธิบายว่า Sex กับความสัมพันธ์ทางสายเลือดนับเป็นกระดูกของกฎหมายครอบครัวทีเดียว โดยที่ Sex ยังหมายถึงทั้งเพศสภาพนัยหนึ่ง และความสัมพันธ์ทางเพศอีกนัยหนึ่ง ที่ต้องประกอบกัน อันถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายครอบครัวในอดีตที่แสดงออกผ่านบทบัญญัติหลายมาตราด้วยกัน เช่น เงื่อนไขในการสมรส หน้าที่ระหว่างคู่สมรส หรือการเป็นเหตุหย่า เป็นต้น ประเด็นที่น่าพิจารณา คือ องค์ประกอบในทางเพศยังมีความจำเป็นในทางกฎหมายหรือไม่ ซึ่งต้องวิเคราะห์ไปถึงเหตุผลทางศาสนา หรือเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ว่าปัจจุบันเหตุผลดังกล่าวยังใช้อธิบายการมีอยู่ขององค์ประกอบทางเพศในกฎหมายได้หรือไม่ เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัจจุบัน โลกสมัยใหม่อยู่ภายใต้บริบทของสิทธิและสิทธิมนุษยชนแล้ว ซึ่งมีประเด็นเฉพาะเจาะจงที่นำมาใช้เป็นกรณีศึกษาได้ เช่น กลุ่มบุคคลที่มีรสนิยมแบบ asexual กฎหมายครอบครัวจะรองรับการก่อตั้งสถาบันครอบครัวให้แก่คนกลุ่มนี้อย่างไร หากยังยึดถือองค์ประกอบทางเพศไว้ในกฎหมาย เป็นต้น
อ.ดร.อภินพ อติพิบูลย์สิน แสดงความเห็นว่า ในการศึกษากฎหมายครอบครัวควรศึกษาในเชิงลึก โดยเฉพาะในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบให้มากขึ้น ซึ่งจะนำมาใช้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ในกฎหมายไทยได้ดียิ่งขึ้น



